ข้อมูลงานวิจัย รายงานข้อมูล

งานวิจัยรื่อง รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะผู้สูงวัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชนกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย
รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะผู้สูงวัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชนกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย

นักวิจัย
หัวหน้าโครงการ : อาจารย์กนกวรรณ เกิดพิน
ผู้ร่วมวิจัย :
ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ :
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 3. เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย
คำสำคัญ
ตามสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จากจำนวนประชากรโลกราว๗,๓๔๙ ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น ๗,๗๕๘ ล้านคนในปี ๒๕๖๓ โดยประมาณครึ่งหนึ่งจะอาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย และนอกจากนี้องค์การสหประชาชาติยังได้ประเมินสถานการณ์ในช่วงปี ๒๕๔๔-๒๖๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๑-๒๑๐๐) จะเป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุจากการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑๒.๓ ในปี ๒๕๕๘ เป็นร้อยละ ๑๓.๘ ในปี ๒๕๖๓ และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12, 2559) ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หากพิจารณาจากคำจำกัดความที่ว่าสังคมผู้สูงอายุ คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีสัญชาติไทย (พระราชบัญญัติผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2546, 2546) หรือมีประชาชนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จึงถือได้ว่าประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี 2548 เนื่องมาจากมีประชากรตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 10.4% และยังคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ดังนั้นการเตรียมการเพื่อรองรับสภาวการณ์การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุจึงมีความจำเป็นยิ่งต่อทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงมีการกำหนดนโยบายต่างๆ ขึ้นดังเช่น แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - พ.ศ. 2564) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552 สอดคล้องกับสาระสำคัญในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ 2546 ถึงการให้สิทธิ การคุ้มครองและการสนับสนุนแก่ผู้สูงอายุด้านสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ การบริการด้านการศึกษา การส่งเสริมอาชีพการทำงานให้เหมาะสมกับวัยและให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในสังคม และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ตามยุทธ์ศาสตร์ด้านการพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ อาทิเช่น การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคนรุ่นหลังผ่านศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น นโยบายผู้สูงอายุเช่นเดียวกันนี้หลายประเทศในทวีปเอเซียที่มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับไทย ซึ่งต่างพยายามกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งด้านสวัสดิการ การสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การบริการสาธารณะและการศึกษา ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ชะลอภาวะสมองเสื่อม และป้องกันโรคซึมเศร้า รวมถึงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศเกาหลีใต้ กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (Ministry of Information and Communication: MIC) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการใช้ไอซีทีของเกาหลี (KADO) จัดโครงการการศึกษาไอซีทีเพื่อผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (ICT Education for the Elderly) โดยร่วมมือกับภาคเอกชน วิทยาลัย ศูนย์สวัสดิการสังคม และศูนย์สวัสดิการผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ เพื่อฝึกอบรมทักษะไอซีทีแก่ผู้สูงอายุ เป็นเวลา 20-30 ชั่วโมง และประเทศไต้หวัน โดยเมื่อต้นปี ค.ศ.2008 กระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน ได้ประกาศเพิ่มงบประมาณจำนวน 46.54 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (NT$) เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จาก ค.ศ.2007 และก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning centers) และศูนย์การเรียนรู้เพื่อผู้สูงอายุ (grey-haired learning centers) ในมณฑลต่าง ๆ อีกด้วย ดังที่กล่าวมานี้หลายประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงประเทศไทยที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อเป็นให้เกิดต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านหลักสูตร กิจกรรมฝึกอบรม และโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ในชุมชน เช่น สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรสำหรับผู้สูงอายุ สถาบันอาชีวศึกษาจัดโครงการและกิจกรรมเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ เช่น สอนอินเทอร์เน็ต ภาษาอังกฤษ ทักษะอาชีพตามความสนใจ รวมถึงให้ผู้สูงวัยมีส่วนใช้ประสบการณ์และใช้เวลาว่างในการดูแลและพัฒนาสังคม เช่น การช่วยดูแลเด็กเล็กด้อยโอกาสในชุมชน การปันประสบการณ์และความรู้เป็นวิทยาทานผ่านรูปแบบศูนย์การเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ลดภาวะโรคซึมเศร้า และมีความสุข (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2551) ศูนย์สุขภาวะ ตามคำนิยามของ ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า "ที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของคนรักสุขภาพ เป็นต้นแบบของบุคคล องค์กร ชุมชน ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมและลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น เริ่มต้นจากการสร้างแรงบันดาลใจ เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม มองเห็นว่าความสุขเริ่มจากคนและวิธีคิดของคน ไม่ใช่รอผู้ใดนำมาให้" (ออนไลน์) ดังจะกล่าวได้ว่าศูนย์สุขภาวะเป็นทั้งแหล่งการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ จึงเป็นสถานที่สำคัญในการเป็นแหล่งสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุและถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ และประสบการณ์ของผู้สูงอายุอย่างเข้มแข็ง จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นขององค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม ของจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย พบว่า บริบทการจัดการศูนย์สุขภาวะของแต่ละพื้นมีความโดดเด่นและแตกต่างกันไปตามการบริหารจัดการของพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยภายในและภายนอกในการสนับสนุนการขับเคลื่อนของศูนย์สุขภาวะ ทั้งบริบทพื้นที่ ศักยภาพของชุมชน การจัดการด้านความรู้ การจัดการองค์กร ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมไปถึงการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มพัฒนาอาชีพของผู้สูงอายุของแต่ละพื้นที่ จากความแตกต่างนี้เป็นผลสะท้อนให้เห็นช่องว่างในกระบวนการขับเคลื่อน กลไกในการทำงาน และรูปแบบในการจัดการศูนย์สุขภาวะของแต่ละพื้นที่ที่ขาดหายไป จึงทำให้การดำเนินงานศูนย์สุขภาวะยังไม่เข้มแข็งและสมบูรณ์แบบ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงสนใจจะศึกษางานวิจัย เรื่อง รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย อันจักนำไปสู่รูปแบบการจัดการที่เข้มแข็งของศูนย์สุขภาวะผู้สูงอายุเพื่อการเป็นต้นแบบที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป
บทคัดย่อย
1. ชื่อโครงการ รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะผู้สูงวัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชนกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ตามสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จากจำนวนประชากรโลกราว๗,๓๔๙ ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น ๗,๗๕๘ ล้านคนในปี ๒๕๖๓ โดยประมาณครึ่งหนึ่งจะอาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย และนอกจากนี้องค์การสหประชาชาติยังได้ประเมินสถานการณ์ในช่วงปี ๒๕๔๔-๒๖๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๑-๒๑๐๐) จะเป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุจากการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑๒.๓ ในปี ๒๕๕๘ เป็นร้อยละ ๑๓.๘ ในปี ๒๕๖๓ และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12, 2559) ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หากพิจารณาจากคำจำกัดความที่ว่าสังคมผู้สูงอายุ คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีสัญชาติไทย (พระราชบัญญัติผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2546, 2546) หรือมีประชาชนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จึงถือได้ว่าประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี 2548 เนื่องมาจากมีประชากรตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 10.4% และยังคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ดังนั้นการเตรียมการเพื่อรองรับสภาวการณ์การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุจึงมีความจำเป็นยิ่งต่อทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงมีการกำหนดนโยบายต่างๆ ขึ้นดังเช่น แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - พ.ศ. 2564) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552 สอดคล้องกับสาระสำคัญในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ 2546 ถึงการให้สิทธิ การคุ้มครองและการสนับสนุนแก่ผู้สูงอายุด้านสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ การบริการด้านการศึกษา การส่งเสริมอาชีพการทำงานให้เหมาะสมกับวัยและให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในสังคม และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ตามยุทธ์ศาสตร์ด้านการพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ อาทิเช่น การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคนรุ่นหลังผ่านศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น นโยบายผู้สูงอายุเช่นเดียวกันนี้หลายประเทศในทวีปเอเซียที่มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับไทย ซึ่งต่างพยายามกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งด้านสวัสดิการ การสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การบริการสาธารณะและการศึกษา ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ชะลอภาวะสมองเสื่อม และป้องกันโรคซึมเศร้า รวมถึงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศเกาหลีใต้ กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (Ministry of Information and Communication: MIC) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการใช้ไอซีทีของเกาหลี (KADO) จัดโครงการการศึกษาไอซีทีเพื่อผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (ICT Education for the Elderly) โดยร่วมมือกับภาคเอกชน วิทยาลัย ศูนย์สวัสดิการสังคม และศูนย์สวัสดิการผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ เพื่อฝึกอบรมทักษะไอซีทีแก่ผู้สูงอายุ เป็นเวลา 20-30 ชั่วโมง และประเทศไต้หวัน โดยเมื่อต้นปี ค.ศ.2008 กระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน ได้ประกาศเพิ่มงบประมาณจำนวน 46.54 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (NT$) เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จาก ค.ศ.2007 และก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning centers) และศูนย์การเรียนรู้เพื่อผู้สูงอายุ (grey-haired learning centers) ในมณฑลต่าง ๆ อีกด้วย ดังที่กล่าวมานี้หลายประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงประเทศไทยที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อเป็นให้เกิดต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านหลักสูตร กิจกรรมฝึกอบรม และโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ในชุมชน เช่น สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรสำหรับผู้สูงอายุ สถาบันอาชีวศึกษาจัดโครงการและกิจกรรมเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ เช่น สอนอินเทอร์เน็ต ภาษาอังกฤษ ทักษะอาชีพตามความสนใจ รวมถึงให้ผู้สูงวัยมีส่วนใช้ประสบการณ์และใช้เวลาว่างในการดูแลและพัฒนาสังคม เช่น การช่วยดูแลเด็กเล็กด้อยโอกาสในชุมชน การปันประสบการณ์และความรู้เป็นวิทยาทานผ่านรูปแบบศูนย์การเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ลดภาวะโรคซึมเศร้า และมีความสุข (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2551) ศูนย์สุขภาวะ ตามคำนิยามของ ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า "ที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของคนรักสุขภาพ เป็นต้นแบบของบุคคล องค์กร ชุมชน ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมและลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น เริ่มต้นจากการสร้างแรงบันดาลใจ เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม มองเห็นว่าความสุขเริ่มจากคนและวิธีคิดของคน ไม่ใช่รอผู้ใดนำมาให้" (ออนไลน์) ดังจะกล่าวได้ว่าศูนย์สุขภาวะเป็นทั้งแหล่งการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ จึงเป็นสถานที่สำคัญในการเป็นแหล่งสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุและถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ และประสบการณ์ของผู้สูงอายุอย่างเข้มแข็ง จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นขององค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม ของจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย พบว่า บริบทการจัดการศูนย์สุขภาวะของแต่ละพื้นมีความโดดเด่นและแตกต่างกันไปตามการบริหารจัดการของพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยภายในและภายนอกในการสนับสนุนการขับเคลื่อนของศูนย์สุขภาวะ ทั้งบริบทพื้นที่ ศักยภาพของชุมชน การจัดการด้านความรู้ การจัดการองค์กร ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมไปถึงการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มพัฒนาอาชีพของผู้สูงอายุของแต่ละพื้นที่ จากความแตกต่างนี้เป็นผลสะท้อนให้เห็นช่องว่างในกระบวนการขับเคลื่อน กลไกในการทำงาน และรูปแบบในการจัดการศูนย์สุขภาวะของแต่ละพื้นที่ที่ขาดหายไป จึงทำให้การดำเนินงานศูนย์สุขภาวะยังไม่เข้มแข็งและสมบูรณ์แบบ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงสนใจจะศึกษางานวิจัย เรื่อง รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย อันจักนำไปสู่รูปแบบการจัดการที่เข้มแข็งของศูนย์สุขภาวะผู้สูงอายุเพื่อการเป็นต้นแบบที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป 3. ปัญหาการวิจัย ขาดรูปแบบที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานศูนย์สุขภาวะเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการแบบมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย อันจักนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดต้นแบบในการจัดการศูนย์สุขภาวะที่ยั่งยืนต่อไป 4. คำถามการวิจัย 1. สภาพและบริบทการจัดการสุขภาวะของผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเป็นอย่างไร 2. ศักยภาพและปัญหาในการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเป็นอย่างไร 3. กระบวนการพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายมีลักษณะเป็นอย่างไร 5. วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 3. เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 6. ขอบเขตการวิจัย 6.1 ขอบเขตด้านพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้ได้ทำการศึกษาครอบคลุม 5 พื้นที่สำคัญ อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม จังหวัดน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย 6.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา ตุลาคม 2559 – ตุลาคม 2560 6.3 ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น : สภาพสุขภาวะของผู้สูงอายุ ตัวแปรตาม : รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะ 7. ขั้นตอนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ซึ่งแบ่งขั้นตอนการวิจัยออกเป็น 3 ส่วนตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 การศึกษาสภาพและบริบทรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย (วัตถุประสงค์ข้อ 1) การศึกษาสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม จังหวัดน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย ใน 4 ส่วนคือ 1) สภาพและบริบทการจัดการสุขภาวะของผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคี 2) การรวมตัวของกลุ่มผู้สูงอายุและกิจกรรมในการขับเคลื่อนแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 3) ศักยภาพและปัญหาในการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย และ 4) รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลในส่วนของสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมนี้ ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นักพัฒนาชุมชน คณะกรรมการกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม จังหวัดน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย ศึกษาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนตำบลละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้ ได้แก่ ตัวผู้วิจัย และแนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก (Interview Guide) ในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการทบทวนเอกสารและรายงานการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participation Observation) และแบบสังเกต (Observation Form) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงและแบบบันทึกภาคสนาม (Field Note) เพื่อบันทึกการสนทนาระหว่างการสัมภาษณ์เชิงลึก หลังจากนั้น ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดจากการทบทวนวรรณกรรมและการวิจัยเชิงคุณภาพดังกล่าวมาสังเคราะห์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายโดยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non – Participation Observation) ตามแนวคำถามหลักที่สร้างไว้เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของชุมชน และแนวประเด็นคำถามรอง เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายนี้ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เป็นหลัก โดยมีการเปรียบเทียบข้อค้นพบของปรากฏการณ์ที่ทำการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ (Data Sources) โดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Data Triangulation) เพื่อเป็นการเปรียบเทียบและตรวจสอบความแน่นอนของข้อมูล ตอนที่ 2 เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย (วัตถุประสงค์ข้อ 2) การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ ด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) โดยใช้การอ้างอิงจากผลการวิจัยในตอนที่ 1 (วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2) คือ ศึกษาสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม จังหวัดน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการวิเคราะห์บริบทและสถานการณ์เบื้องต้น อันเป็นขั้นตอนแรกของการดำเนินงานตามขั้นตอนในการพัฒนารูปแบบ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนต่อมาคือ การสังเคราะห์รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายในรูปแบบที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่ เป็นการพัฒนารูปแบบใหม่จากผลการศึกษาในวัตถุประสงค์ที่ 1 ในเบื้องต้น จากนั้นนำสู่การทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับภาคีจนได้รูปแบบที่เหมาะสม และสรุปผลการทดลอง ซึ่งในส่วนนี้จะใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลในส่วนของการพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายนี้ ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นักพัฒนาชุมชน คณะกรรมการกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม จังหวัดน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย ศึกษาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนตำบลละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แนวการสัมภาษณ์/ระดมความคิดเห็น และแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการศึกษาเอกสารและรายงานการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมจุดมุ่งหมายของการศึกษาและประเด็นที่ต้องการศึกษา จากนั้นนำเครื่องมือวิจัยที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง ข้อคำถามเกี่ยวกับสภาพและบริบทของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายในแบบสอบถาม เป็นแบบประเมินค่า (Ranking Scale) ทั้งนี้ หากเป็นรายการข้อคำถามเชิงบวกจะมีการให้ค่าคะแนน ดังนี้ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ภายหลังจากได้ผลการวิจัยตามวิธีดำเนินการวิจัยในตอนที่ 1 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์รูปแบบ ในขั้นตอนต่อมาของการดำเนินงานตามในการพัฒนารูปแบบก็คือ การพัฒนารูปแบบใหม่เบื้องต้น การทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ และสรุปผลการทดลอง โดยมีรายละเอียดของการดำเนินกิจกรรมการวิจัยด้วยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) ของชุมชน ในส่วนนี้เป็นการศึกษาข้อมูลทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการวิเคราะห์จุดเด่นที่เป็นองค์ประกอบและเงื่อนไขสำคัญของรูปแบบศูนย์สุขภาวะ การให้องค์ความรู้ การจัดเวทีประชาคม การจัดกิจกรรมสู่ขั้นตอนของการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ และการสรุปผลการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) และในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การวิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่ามัธยฐาน (Median) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมานได้แก่ การทดสอบที (Paired Sample T - Test) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในการให้คะแนน ตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย (วัตถุประสงค์ข้อที่ 3) การประเมินรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายในการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับภาคีจนได้รูปแบบที่เหมาะสม และสรุปผลการทดลอง การดำเนินกิจกรรมการวิจัยด้วยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) ของชุมชน ในส่วนนี้เป็นการศึกษาข้อมูลทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลในส่วนของการประเมินรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายนี้ ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นักพัฒนาชุมชน คณะกรรมการกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน แกนนำ และประชาชน ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก องค์การบริหารส่วนตำบลริม จังหวัดน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย องค์การบริหารส่วนตำบลโชคชัย จังหวัดเชียงราย ศึกษาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แนวการสัมภาษณ์และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม รวมถึงแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการศึกษาเอกสารและรายงานการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมจุดมุ่งหมายของการศึกษาและประเด็นที่ต้องการศึกษา จากนั้นนำเครื่องมือวิจัยที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง ข้อคำถามเกี่ยวกับการประเมินความพึงพอใจของรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายในแบบสอบถาม เป็นแบบประเมินค่า (Ranking Scale) ทั้งนี้ หากเป็นรายการข้อคำถามเชิงบวกจะมีการให้ค่าคะแนน ดังนี้ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) และในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การวิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่ามัธยฐาน (Median) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในการให้คะแนน 8. แผนปฏิบัติงาน กิจกรรมหลัก ระยะเวลา งบประมาณที่ใช้ 1. การรวบรวมข้อมูลรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย (เชียงรายและน่าน) ต.ค 59 – เม.ย. 60 35,000 บาท 2. สังเคราะห์ และถอดรูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย เม.ย 60 - มิ.ย. 60 15,000 บาท 3. จัดเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ ประชาคมและคืนข้อมูล และประชุมกลุ่มย่อย ก.ค. 60 70,000 บาท 6. สรุปผลโครงการ ต.ค. 2560 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท (หนึ่งเสนสามหมื่นบาทถ้วน) 9. งบประมาณการวิจัย 130,000 บาท (หนึ่งเสนสามหมื่นบาทถ้วน) 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 10.1 ทราบถึงบริบทการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 10.2 ได้รูปแบบการจัดการศูนย์สุขภาวะแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย
เอกสารงานวิจัย

ผลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่

Notes

ข้อมูลจากระบบ LRD : Local Research Development System.

ย้อนกลับ