ข้อมูลงานวิจัย รายงานข้อมูล

งานวิจัยรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย

นักวิจัย
หัวหน้าโครงการ : นายพลกฤต รักจุล
ผู้ร่วมวิจัย :
ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ :
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 3. เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย
คำสำคัญ
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา
บทคัดย่อย
1. ชื่อโครงการ การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สวัสดิการชุมชนภายใต้การบริหารจัดการของกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกองทุนที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่ด้วยความสมัครใจ ที่ประสงค์จะดูแลซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความเอื้ออาทรต่อกัน (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, 2559) สวัสดิการชุมชน” มีหลักการ แนวคิด แนวทางการทำงานเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง 8 ประการดังนี้ 1. กองทุนสวัสดิการชุมชนตั้งอยู่บนหลัก “การพึ่งตนเอง” ของคนในชุมชนเนื่องจากชาวบ้านเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศที่เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการ ต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐและลูกจ้างเอกชน ที่มีระบบสวัสดิการรองรับ จึงมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยการจัดสรรผลกำไรจากองค์กรการเงินชุมชนมาจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก หรือสะสมเงินร่วมกันเป็นกองทุนสวัสดิการเฉพาะอย่าง เช่น กองทุนฌาปนกิจ ฯลฯ ซึ่งจากฐานความคิดนี้ ในปี พ.ศ. 2547 ได้พัฒนาไปสู่การสะสมเงินเพียงคนละ 365 บาท/ปี เพื่อไปจัดเป็นสวัสดิการครบวงจรชีวิต จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน นี่คือแนวคิดแห่งการพึ่งตนเอง เป็นแนวคิดที่มาจากภาคประชาชนเอง ในปี พ.ศ. 2553 ได้เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยรัฐสมทบเท่ากับที่ชาวบ้านสมทบ เพื่อให้กองทุนมีเงินทุนมากพอที่จะนำไปจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกได้ในจำนวนที่เหมาะสม 2. กองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นกองทุนที่ประชาชนเป็นผู้คิด ผู้บริการจัดการ ผู้สมทบ และผู้รับประโยชน์เอง หรือพูดง่ายๆ ว่า “ประชาชนเป็นเจ้าของกองทุนสวัสดิการชุมชน” นั่นเอง ซึ่งความเป็นเจ้าของนี้เกิดจากการที่ประชาชนเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนไม่ว่ายากดีมีจนจ่ายเงินสมทบเท่าๆ กัน ชาวบ้านจึง “เป็นผู้ให้อย่างมีคุณค่า” เพราะเงินเพียงหนึ่งบาทต่อวัน/คน หากนำมารวมกันจะช่วยเหลือคนได้จำนวนมาก ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาส และเพื่อนในตำบลให้ได้รับสวัสดิการเหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม นี่คือการให้อย่างมีคุณค่าอย่างแท้จริง ในขณะที่เมื่อได้รับสวัสดิการ ก็รับอย่างมีศักดิ์ศรีเพราะสวัสดิการที่รับก็เป็นเงินที่ตนเองร่วมสมทบด้วยเช่นกัน 3. กองทุนสวัสดิการชุมชน ในความหมายของชาวบ้านมิได้จำกัดเฉพาะกองทุนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่มีความหมายกว้างกว่านั้น ประการแรก การที่คนในสังคมมีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทอดทิ้งไม่นิ่งดูดาย นั่นเป็นสวัสดิการชุมชนที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนจึงได้จัดสรรเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือสังคมในยามยาก เช่น ช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ให้เข้าถึงระบบสวัสดิการชุมชนเหมือนคนอื่นๆ ฯลฯ เป็นการเอื้ออาทรระหว่างคนกับคนประการที่สอง ชาวบ้านมีความเชื่อว่าคนกับธรรมชาติต้องอยู่คู่กัน เพราะในอดีตธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้ แม่น้ำลำคลองที่อุดมสมบูรณ์ล้วนจ่ายสวัสดิการในรูปแบบของการเป็นแหล่งอาหาร และอากาศที่บริสุทธิ์ให้กับทุกคนตลอดมา ดังนั้นกองทุนสวัสดิการชุมชนจึงเชื่อมโยงและจัดสรรเงินกองทุนให้เกิดการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเสมอมา เป็นการเอื้ออาทร และพึ่งพาต่อกันระหว่างคนกับธรรมชาติ 4. กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกองทุนที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริการจัดการใกล้ชิดเข้าใจปัญหาของชาวบ้านที่สุด ดังนั้นจึงมีระบบการบริการจัดการที่คล่องตัว ทำให้ชาวบ้านได้รับสวัสดิการอย่างรวดเร็วทันใจ สมาชิกป่วยก็ไปจ่ายกันถึงโรงพยาบาล สมาชิกเสียชีวิตก็จ่ายให้ลูกหลานผู้รับประโยชน์กันถึงงานบำเพ็ญกุศลศพ และที่กองทุนประเภทอื่นไม่มี ก็คือจะรู้กันหมดว่าสมาชิกคนไหนกำลังเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือเรื่องอะไร ทำให้กองทุนสามารถให้ความช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างทันการและตรงกับความต้องการของสมาชิก 5. กองทุนสวัสดิการชุมชน ช่วยลดภาระด้านงบประมาณให้กับรัฐบาลได้จำนวนมากเมื่อเทียบกับสวัสดิการอื่นๆ ที่รัฐจัดให้ประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวัสดิการแบบให้เปล่าช่วยเหลือคนได้จำนวนไม่มากและต้องใช้งบประมาณแต่ละปีจำนวนมหาศาล แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนรัฐเป็นเพียงผู้สมทบ จึงใช้งบประมาณไม่มากแต่ช่วยเหลือคนได้จำนวนมาก โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชน 5,800 กองทุน มีเงินรวมกันกว่า 6 พันล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินของชาวบ้านถึง 64% ที่เหลือเป็นเงินสมทบจากรัฐบาล เงินสมทบจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และอื่นๆ 6. กองทุนสวัสดิการชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีวินัยทางการเงินรู้คุณค่าและรู้จักประหยัดอดออมเพื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุนถึงแม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่เงินจำนวนเล็กน้อยนี้จะมีคุณค่าอย่างมากสำหรับตนเองและเพื่อนบ้านซึ่งมีผู้เปรียบเปรยว่า “เงินหมื่นบาทถ้าอยู่ที่เราก็มีค่าเพียงหมื่นบาทและช่วยเหลือได้เฉพาะตัวเราเองและครอบครัวเท่านั้น แต่เงินเพียงหนึ่งบาทที่สมทบเข้ากองทุนสวัสดิการ จะมีค่านับล้านบาท และมีค่ามีประโยชน์ต่อคนทั้งตำบล” 7. กองทุนสวัสดิการชุมชนสามารถเชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆ ในตำบล ซึ่งมีเป้าหมายเหมือนกันให้มาร่วมกันทำงานไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่ต้องการจะจัดสวัสดิการให้กับชุมชนอย่างทั่วถึงแต่ขาดงบประมาณ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณบางส่วนเข้าร่วมสมทบได้ หรือเป็นโอกาสให้กับภาคธุรกิจเอกชนในท้องถิ่นที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืนก็สามารถเข้ามาทำงานร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชนได้ซึ่งก็มีภาคธุรกิจเอกชนจำนวนมากเข้ามาสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น การสมทบของ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด กับ กองทุนสวัสดิการตำบลที่วัง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช การสมทบของกิจการโรงแรงต่างๆ ที่มีต่อกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่าตอง จ.ภูเก็ต เป็นต้น 8. ประการสุดท้ายก็คือ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเป็นผู้คิด ผู้กำหนดระเบียบ โดยสร้างระบบบริหารเองทั้งหมด หรือพูดให้ตรงประเด็นก็คือ “ชาวบ้านเป็นเจ้าของกองทุนสวัสดิการชุมชน” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยฐานรากที่เข้มแข็งนั่นเอง หลัก 8 ประการดังกล่าวข้างต้น ชาวบ้านใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์ ความคิด อุดมการณ์ มายาวนาน เป็นแนวทางแห่งการพึ่งตนเอง เพียงเพื่อให้ประชาชนคนธรรมดามีหลักประกันอันมั่นคงเหมือนกับคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม (สภาองค์กรชุมชน. www.Codi.or.th, 2559) สวัสดิการชุมชนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการปฏิรูประบบสวัสดิการพื้นฐานของสังคมไทยให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยที่ส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูล การดูแลซึ่งกันและกันในลักษณะของการร่วมทุกข์และสุขร่วมกัน อันเป็นรากฐานดั้งเดิมของคนไทยมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งลักษณะการจัดสวัสดิการส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานปัจจัยสี่ โดยมีบ้านและวัดที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสวัสดิการชุมชน เนื่องจากวัดเป็นศูนย์รวมใจของชุมชน โดยมุ่งเน้นให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือและพึ่งตนเองให้ได้ในระยะยาว ด้วยรูปแบบความช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา ตามกำลังความสามารถของประชาชนสอดคล้องกับบริบทของชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนของประเทศไทยมีลักษณะภูมิปัญญาและองค์ความรู้ รวมทั้งสภาพแวดล้อมของบริบททางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การเมืองการปกครองและทรัพยากรที่แตกต่างกัน (ธงชัย ภูวนาถวิจิตร) รูปแบบของสวัสดิการชุมชนนั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นไปสู่การเป็นกองทุนลักษณะต่างๆในชุมชนซึ่งปรากฏชัดเจนในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ(พ.ศ.2540-2546) ซึ่งในขณะนั้นปราชญ์ชาวบ้าน แกนนำชุมชน และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สรุปบทเรียนร่วมกัน พบว่าแม้ประเทศจะประสบปัญหาจนต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ (International Monetary Fund: IMF) ด้วยความเป็นเครือญาติ ทุนทางสังคมด้านต่างๆ ในชุมชนแต่ละแห่งสามารถเป็นระบบคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ได้เป็นอย่างดี จึงนำไปสู่แนวคิดการจัดตั้งระบบสวัสดิการชุมชนจากฐานทุนด้านต่างๆ ขึ้น เช่น การจัดสวัสดิการจากฐานกลุ่มออมทรัพย์ องค์การเงินวิสาหกิจชุมชน กิจกรรมทางศาสนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น าไปสู่แนวทางการจัดสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลที่มีการสมทบจากสามฝ่าย คือ (1) ทุนที่มาจากการออมของสมาชิกในชุมชน ทั้งในรูปแบบการออมทรัพย์เดิม หรือสัจจะออมทรัพย์ลดรายจ่ายวันละบาท (2)การสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (3) การสมทบจาก ภาครัฐโดยผ่านช่องทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เกิดเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการดำเนินงานกองทุนฯในรูปแบบของการจัดตั้งคณะกรรมการกองทุนฯหมู่บ้าน และคณะกรรมการฯมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดสามารถบริหารจัดการกองทุนฯได้อย่างอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านจำนวนสมาชิกกองทุน การบริการ เงินปันผล และออกเงินกู้ ให้กับกลุ่มสมาชิก ในขณะเดียวกันหลังจากได้สรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการแต่ละกองทุนจึงพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับทุกกองทุนฯ คือ การขาดวินัยในการชำระเงินกู้ยืมกองทุนฯ คณะกรรมการจึงเร่งหาสาเหตุจึงพบว่า สมาชิกกองทุนส่วนใหญ่เป็นชาวเกษตรกรทำสวน ด้วยภาวะเศรษฐกิจทีย่ำแย่และผลกระทบจากภัยธรรมชาติทำให้สมาชิกไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตรงเวลา คณะกรรมการฯวิธีการแก้ไขปัญหาให้กับสมาชิกกองทุนฯ ดังนั้นกองทุนสวัสดิการชุมชนซึ่งเป็นกองทุนที่เกิดขึ้นจากแนวคิดของภาคประชาชนเอง ที่ต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คนในชุมชนพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่หวังแต่รอคอยความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐนั้น จะดำเนินไปได้ด้วยความมั่นคง มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เป็นกองทุนที่มีศักยภาพ สามารถแก้ไขปัญหาของคนในชุมชนได้หรืออาจเป็นกองทุนที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ล้วนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ และปัจจัยอื่นๆที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงกระบวนการในการดำเนินการของกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยมุ่งศึกษาถึงการดำเนินงานด้านบริหารจัดการ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดการของกองทุนสวัสดิการชุมชน ปัจจัยเชิงบวกและเชิงลบที่มีผลต่อการบริหารจัดการ โดยผลการศึกษาในครั้งนี้จะช่วยให้การพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ในการช่วยเป็นต้นแบบความสำเร็จให้แก่กองทุนอื่นนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากองทุนของตนเอง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในชุมชน และสมาชิกกองทุนต่อไป 3. ปัญหาการวิจัย การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการสังคมส่วนใหญ่ ประสบปัญหาการกู้ยืมเงิน ปัญหาการจัดการเงินหมุนเวียน หรือปัญหาการเข้าถึงการเป็นสมาชิก ซึ่งมาจากการบริหารจัดการของคณะกรรมการกองทุนฯ อันจักนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน เพื่อให้เกิดระบบในการจัดสวัสดิการสังคมอย่างยั่งยืน 4. คำถามการวิจัย 1. รูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย เป็นอย่างไร 2. การบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพสามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากสมาชิกกองทุนกองทุนสวัสดิการชุมชนได้หรือไม่ 5. วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 3. เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน, ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน, ตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย, และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 6. ขอบเขตการวิจัย 6.1 ขอบเขตด้านประชากร กลุ่มผู้นำ กลุ่มคณะกรรมการกองทุน กลุ่มสมาชิกกองทุน 6.2 ขอบเขตด้านพื้นที่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 6.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา 1 พฤศจิกายน 2559 - 30 กันยายน 2560 7. ขั้นตอนการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาถึงศักยภาพ รูปแบบ และกระบวนการในการบริหารจัดการกลุ่มสวัสดิการของชุมชนรวมถึงปัจจัยทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่มีผลต่อรูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน ผู้วิจัยใช้กระบวนการในการศึกษาดังนี้ ขั้นที่ 1 เดือนที่1 -3 1 จัดเวทีประชาคมร่วมกันระหว่างทีมวิจัยและภาคีที่เกี่ยวข้อง กลุ่มผู้นำ กลุ่มคณะกรรมการกองทุน กลุ่มสมาชิกกองทุน การใช้แบบสอบถามในการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกกลุ่มสวัสดิการชุมชนในประเด็นดังนี้ 1.1 ทัศนคติ ต่อการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการ 1.1 ความพึงพอใจ 1.2 ความรู้ความเข้าใจต่อกฎ ระเบียบ ของกลุ่มสวัสดิการ 1.3 การรับผลประโยชน์ตอบแทน 1.2 ความมีวินัยในการรับสวัสดิการ 2.1 ความมีวินัยในการดำเนินการเอกสารการกู้ยืม หรือรับสวัสดิการ 2.2 ความมีวินัยทางการเงินในการชำระสวัสดิการ 1.3 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการดำเนินงานกองทุน โดยทวนสอบข้อมูล 2 ส่วน ดังนี้ คณะกรรรมการ ประกอบด้วย ความชื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดระเบียบกฎหมาย และความน่าเชื่อถือ สมาชิกกองทุน ประกอบด้วย ความมีวินัย ความตรงต่อเวลา ความรู้ความเข้าใจต่อการดำเนินงานของกองทุน 2.วิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนและวิเคราะห์SWOTการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน 3.ทวนสอบข้อมูลบริบทและศักยภาพชุมชน ขั้นที่ 2 เดือนที่4-6 1.จัดเวทีเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชน 2.พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนและทดลองใช้ ขั้นที่ 3 เดือนที่ 7 – 12 1.ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการสวัสดิการชุมชน 2.ปรับรูปแบบฯให้เหมาะสม 3.สรุปผลและคืนข้อมูลสู่ชุมชน ขั้นที่ 4 เดือนที่10-12 1.สรุปผลและคืนข้อมูลสู่ชุมชน โดยมีกรอบแนวคิดดังนี้ 8. แผนปฏิบัติงาน กิจกรรมหลัก ระยะเวลา ผลผลิต งบประมาณ ที่ใช้ ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ชุมชนไชยวัฒนา จังหวัดน่าน พฤศจิกายน 2559 ถึง มกราคม 2560 คู่มือการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน 37,400 พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ชุมชนไชยวัฒนา จังหวัดน่าน กุมภาพันธ์ 2560 ถึง เมษายน 2560 รูปแบบการบริหารจัดการตามกองทุนสวัสดิการชุมชนตามบริบทของกองทุนสวัสดิการชุมชน 32,400 เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ชุมชนไชยวัฒนา จังหวัดน่าน พฤษภาคม 2560 ถึง สิงหาคม 2560 มีแนวทางปฏิบัติเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้น 30,200 รวม 100,000 9. งบประมาณการวิจัย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชนกรณีศึกษา: กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ชุมชนไชยวัฒนา จังหวัดน่าน กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ วัน เวลา /สถานที่ ผลที่ได้รับ งบประมาณ 1.จัดเวทีประชาคมร่วมกันระหว่างทีมวิจัยและภาคีที่เกี่ยวข้อง - กลุ่มผู้นำ - กลุ่มคณะกรรมการกองทุน - กลุ่มสมาชิกกองทุน 2.วิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนและวิเคราะห์SWOTการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน 3.ทวนสอบข้อมูลบริบทและศักยภาพชุมชน ทีมวิจัย เดือนที่1 -3 ทั้งหมด 4 พื้นที่ - ไชยวัฒนา - บ่อเกลือ - เม็งราย - สันทรายงาม 1.ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วม 2.ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน 3.ข้อมูลบริบทและศักยภาพชุมชน จุดแข็งจุดอ่อน โอกาส อุปสรรคการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน ค่าใช้สอย - ค่าจ้างเหมาทำอาหารและอาหารว่าง จำนวน100 คนๆละ100 บาท จำนวน 1 มื้อ รวมเป็นเงิน 10,000 บาท - ค่าพาหนะเดินทาง 8,000 บาท - ค่าที่พัก 12 ห้องๆละ1,200 บาท จำนวน 1 วัน รวมเป็นเงิน14,400บาท ค่าตอบแทน - ค่าวัสดุ - ค่าวัสดุสำนักงาน เช่น กระดาษA4หมึกปรินท์เตอร์ ปากกา สี กระดาษปรู๊ฟ รวมเป็นเงิน 5,000บาท รวม 37,400 บาท วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ชุมชนไชยวัฒนา จังหวัดน่าน กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ วัน เวลา /สถานที่ ผลที่ได้รับ งบประมาณ 1.จัดเวทีเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชน 2.พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนและทดลองใช้ ทีมวิจัย เดือนที่4-6 ทั้งหมด 4 พื้นที่ - ไชยวัฒนา - บ่อเกลือ - เม็งราย - สันทรายงาม 1.ร่างรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชน 1) ทัศนคติ ต่อการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการ 2) ความมีวินัยในการรับสวัสดิการ 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการดำเนินงานกองทุน ค่าใช้สอย - ค่าจ้างเหมาทำอาหารและอาหารว่าง จำนวน100 คนๆละ100 บาท จำนวน 1 มื้อ รวมเป็นเงิน 10,000 บาท - ค่าพาหนะเดินทาง 8,000 บาท - ค่าที่พัก 12 ห้องๆละ1,200 บาท จำนวน 1 วัน รวมเป็นเงิน14,400บาท ค่าตอบแทน - ค่าวัสดุ รวม 32,400 บาท 3. เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชนบ้าน ชุมชนไชยวัฒนา จังหวัดน่าน กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ วัน เวลา /สถานที่ ผลที่ได้รับ งบประมาณ 1.ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยว 2.ปรับรูปแบบฯให้เหมาะสม 3.สรุปผลและคืนข้อมูลสู่ชุมชน ทีมวิจัย เดือนที่ 7 – 12 ทั้งหมด 4 พื้นที่ - ไชยวัฒนา - บ่อเกลือ - เม็งราย - สันทรายงาม รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพให้กองทุนสวัสดิการชุมชน 1) ทัศนคติ ต่อการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการ 2) ความมีวินัยในการรับสวัสดิการ 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการดำเนินงานกองทุน ค่าใช้สอย - ค่าพาหนะเดินทาง 8,000 บาท - ค่าที่พัก 12 ห้องๆละ1,200 บาท จำนวน 1 วัน รวมเป็นเงิน14,400บาท ค่าตอบแทน - ค่าวัสดุ รวม 22,400 บาท 5.สรุปผลและคืนข้อมูลสู่ชุมชน ทีมวิจัย เดือนที่10-12 ทั้งหมด 4 พื้นที่ - ไชยวัฒนา - บ่อเกลือ - เม็งราย - สันทรายงาม 1.รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนที่มีศักยภาพ 2.คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีศักยภาพ 3. มีแนวทางปฏิบัติเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้น - ค่าพาหนะเดินทาง 8,000 บาท รวม 7,800 บาท รวม 100,000 บาท 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 10.1 ได้ข้อมูลการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งด้านปัจจัยเชิงบวกและเชิงลบเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีศักยภาพมากขึ้น 10.2 รูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการชุมชนและความเข้าใจในการบริหารจัดการกองทุนต่อคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการและสมาชิกกองทุนทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้นที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากขึ้น 10.3 มีคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีศักยภาพ 10.4 มีคู่มือปฏิบัติในการบริหารจัดการเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้น
เอกสารงานวิจัย

ผลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่

Notes

ข้อมูลจากระบบ LRD : Local Research Development System.

ย้อนกลับ