ข้อมูลงานวิจัย รายงานข้อมูล

งานวิจัยรื่อง การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรในการจัดสวัสดิการสังคม บนความหลากหลายทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษาตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
-

นักวิจัย
หัวหน้าโครงการ : นางสาวนิชภา โมราถบ
ผู้ร่วมวิจัย :
ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ :
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 2. เพื่อศึกษาพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย
คำสำคัญ
การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของการจัดสวัสดิการสังคม
บทคัดย่อย
1. ชื่อโครงการ การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของ เครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย ภายใต้โครงการวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา นับแต่อดีต สังคมไทยมีสถาบันทางสังคมต่างๆ เป็นเครื่องยึดโยง การจัดสวัสดิการสังคมจึงมีลักษณะเป็นสวัสดิการชุมชน โดยบ้านและวัดมีบทบาทสำคัญในการดูแลสวัสดิการครอบคลุมปัจจัยสี่ของชุมชน ต่อมารัฐบาลมีบทบาทในการจัดสวัสดิการ ซึ่งช่วงแรกเป็นการจัดให้เฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ตามระเบียบหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาสู่การจัดสวัสดิการโดยที่รัฐครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น เช่น พระราชบัญญัติการประกันสังคม ทำให้แรงงานในระบบสามารถได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง จนกระทั่งในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต ภาคเอกชนได้มีบทบาทในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆ มากขึ้น โดยมีระบบการประกันรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าถึงมักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง หากแต่ผู้ที่เป็นแรงงานนอกระบบ เกษตรกร และผู้มีฐานะยากจน กลับเป็นผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ระบบที่มีอยู่ได้ (ณัฐธิดา จุมปา และคณะ, 2553) สภาวการณ์วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน แกนนำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทบทวนการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบการคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ที่มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งพบว่า ความเป็นเครือญาติ กอปรกับทุนทางสังคมต่างๆ ในชุมชน สามารถช่วยรองรับการแก้ปัญหาจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ทำให้มีการรวมตัวกันฟื้นฟูระบบคุณค่าทุนทางสังคมที่มีอยู่มาช่วยเกื้อกูลกันในลักษณะของการจัดสวัสดิการชุมชนจากฐานทุนเดิมที่มีอยู่ของชุมชน เช่น การจัดสวัสดิการจากฐานกลุ่มออมทรัพย์ องค์กรการเงิน วิสาหกิจชุมชน กิจกรรมทางศาสนา และการจัดการทรัพยากร เป็นต้น หลังจากนั้นจึงได้พัฒนาเป็นโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชน โดยกำหนดให้เกิดความร่วมมือหลายฝ่าย ทั้งองค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานท้องถิ่น ตั้งแต่การพัฒนาโครงการและการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นให้เครือข่ายสวัสดิการสังคม ทุกระดับในพื้นที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงาน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ในส่วนของการดำเนินงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเข้มแข็งที่ยั่งยืนของกองทุนสวัสดิการชุมชน การยกระดับและการต่อยอดจากสวัสดิการสังคมโดยชุมชนที่กลุ่มองค์กรชุมชนดำเนินการอยู่บูรณาการกับงานพัฒนาอื่นๆ และได้นำไปสู่การจัดตั้งกองทุนสังคมโดยชุมชนระดับตำบลที่เน้นให้มีการสมทบงบประมาณจากสามฝ่าย ได้แก่ ทุนที่มาจากการออมของสมาชิกในชุมชน ทั้งนี้ ในรูปแบบออมทรัพย์เดิมหรือสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท การสมทบจากรัฐโดยผ่านช่องทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และการสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ณัฐธิดา จุมปา และคณะ, 2553) ยังผลให้เกิดระบบการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนขึ้นอย่างกว้างขวาง สวัสดิการสังคมโดยชุมชน เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการปฏิรูประบบสวัสดิการพื้นฐานของสังคมไทยให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยที่ส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูล การดูแลซึ่งกันและกันในลักษณะของการร่วมทุกข์ร่วมสุข อันเป็นรากฐานดั้งเดิมของคนไทยมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน (ธงชัย ภูวนาถวิจิตร, 2558) ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือและพึ่งตนเองให้ได้ในระยะยาว ด้วยรูปแบบความช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ และกำลังปัญญา ตามกำลังความสามารถของประชาชนที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน โดยใช้กระบวนการชุมชนเป็นส่วนหนุนเสริมในการร่วมกันดูแล ด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้น สวัสดิการสังคมโดยชุมชน ยังเป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ของชุมชนท้องถิ่นที่ร่วมกันสร้างระบบประกันความมั่นคงของชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชนท้องถิ่นและสังคม มุ่งฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นให้มีการอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก พึ่งพาอาศัย และช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับวัฒนธรรม ตามหลักศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นตั้งแต่เกิดจนตาย (อินทิรา วิทยสมบูรณ์, 2553) ในปัจจุบัน สวัสดิการสังคมโดยชุมชนเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมในปี พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ก.ส.ค.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการชุมชน เนื่องจากสามารถบริหารจัดการโดยชุมชนและพึ่งพาตนเองได้ โดยพิจารณางบประมาณสนับสนุนการดำเนินการจัดตั้งและการบริหารกองทุนสวัสดิการสังคมโดยชุมชน ซึ่งใช้หลักการสวัสดิการ 3 ขา ภายใต้การขับเคลื่อนระบบสวัสดิการชุมชนที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น เป็นไปในลักษณะการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการที่มาจากการสบทบเงินกองทุนระหว่างชุมชน รัฐบาล และองค์กรปกครองท้องถิ่น พร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมขึ้นมาขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน จนกระทั่งเกิดการกระจายตัวของกองทุนสวัสดิการสังคมโดยชุมชนในทุกภูมิภาคกว่า 7,508 กองทุน ครอบคลุมหมู่บ้านที่ เข้าร่วม 51,030 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 33.69 และมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือ ภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 18.16 รวมสมาชิกกองทุนกว่า 3,425,898 คน (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, 2556) จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนเห็นว่า สวัสดิการสังคมโดยชุมชนเป็นประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ชุมชนท้องถิ่น เป็นพื้นที่ฐานรากของสังคม ทั้งยังเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญในกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อปฏิรูปสังคม ทั้งนี้ ในปัจจุบันชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองมากขึ้น และลดบทบาทอำนาจจากส่วนกลางลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดท้องถิ่นดูแลตตนเอง ซึ่งมิใช่การปฏิเสธอำนาจรัฐ แต่เป็นการให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการดำเนินกิจการของท้องถิ่นให้เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง (อับดุลสุโก ดินอะ, 2555) ยิ่งไปกว่านั้น จากการประชุมสมัชชาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2556 ได้มีมติรับรองเรื่อง ธรรมนูญเพื่อการจัดการตนเอง อันเป็นแนวทางในการใช้อำนาจของภาคประชาชนที่จะแสดงออกถึงเจตจำนงร่วมของชุมชนท้องถิ่นในระดับต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางสังคม อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการการปรับโครงสร้างทางสังคมจากระดับล่างไปสู่ระดับบน และปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, 2556) อันจะหนุนเสริมขบวนการชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตร (Amicable Evaluation) เป็นการประเมินที่มีรูปแบบ ขั้นตอน และกระบวนการประเมินที่มีความยืดหยุ่น หลากหลาย สอดประสานกับบริบท ธรรมชาติ ประเภท และวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการพัฒนาที่เอื้อให้เกิดผลสำเร็จ มิใช่เป็นเพียงแค่การประเมินผลจากการดำเนินงานเทียบเคียงกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาเท่านั้น ซึ่งการประเมินดังกล่าวได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของโครงการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันระหว่างผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนา ทีมพัฒนา ผู้เข้าร่วมโครงการ และทีมประเมิน อย่างไรก็ดี กรอบการประเมินความสำเร็จของโครงการตามแนวคิดนี้มองการประเมินผลเป็นการสะท้อนการเรียนรู้ระหว่างกัน ตามฐานคิดที่สำคัญทั้ง 4 ประการ อันได้แก่ การยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การยอมรับและเคารพในความแตกต่างระหว่างบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง และความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่แท้จริงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใน ตัวผู้เรียนรู้ ด้วยเหตุนี้ การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตร จึงมีความเหมาะสมกับการประเมินโครงการพัฒนาต่างๆ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน องค์กร และสังคม เพราะเป้าหมายสูงสุดของการประเมินผลอย่างกัลยาณมิตร คือ ผลการพัฒนาที่มีทั้งผลิตภาพ และความผาสุกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านั้น เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม การสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครอง รวมทั้งสนับสนุนและตอบสนองความต้องการของชุมชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอย่างตรงตามความต้องการและตรงตามปัญหาที่แท้จริงของท้องถิ่น โดยกำหนดแนวนโยบายในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน โดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นเป้าหมาย (กรมการส่งเสริมปกครองท้องถิ่น, 2559) นอกเหนือจากนั้น เครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัยยังเป็นพื้นที่เป้าหมายการขับเคลื่อนด้านสวัสดิการชุมชนของจังหวัดและรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดสวัสดิการถ้วนหน้าในอนาคต จึงมีความสำคัญทั้งในพื้นที่เป้าหมายและการศึกษาสถานภาพความพร้อมของชุมชนท้องถิ่นจากทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิมด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะความสัมพันธ์ของกลุ่มองค์กร ภูมิปัญญา องค์ความรู้ ค่านิยม ความเชื่อ และกระบวนการพึ่งพาซึ่งกันและกันรูปแบบต่างๆ อันจะเป็นปัจจัยหนุนเสริมกับรูปแบบการจัดสวัสดิการที่เป็นองค์รวมเชื่อมโยงกิจกรรมทุกอย่างและก่อให้เกิดสวัสดิการได้ทุกเรื่อง อันสอดคล้องกับสภาพปัญหาและ ความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงของชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง จากที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทางการขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมสู่การจัดการตนเอง เพื่อสานสร้างระบบการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนในเขตพื้นที่ดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อันจักเป็นส่วนหนึ่งในการรองรับและให้ความคุ้มครองทางสังคมแก่ชุมชนให้เกิดความผาสุกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของสังคมไทย 3. ปัญหาการวิจัย การจัดสวัสดิการสังคมที่ผ่านมามักสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในเชิงการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการสังคมเป็นส่วนใหญ่ ดังเช่น ปัญหาการกู้ยืมเงิน ปัญหาการจัดการเงินหมุนเวียน หรือปัญหาการเข้าถึงการเป็นสมาชิก โดยมองข้ามการติดตามและประเมินผลการจัดสวัสดิการสังคมดังกล่าว โดยเฉพาะการติดตามและประเมินผลแบบเสริมพลัง อันเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบว่า รูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมที่ดำเนินงานอยู่นั้นเหมาะสมหรือไม่ มีจุดแข็ง/จุดอ่อนอย่างไร ด้วยการประเมินตนเองของชุมชน อันจักนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน เพื่อให้เกิดระบบในการจัดสวัสดิการสังคมอย่างยั่งยืน 4. คำถามการวิจัย 1. สถานการณ์การติดตามและประเมินผลของการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัยเป็นอย่างไร 2. รูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัยเป็นอย่างไร 5. วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 2. เพื่อศึกษาพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของการจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 6. ขอบเขตการวิจัย 6.1 ขอบเขตด้านพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้ได้ทำการศึกษาครอบคลุมเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัยใน 4 พื้นที่สำคัญ อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน เทศบาลตำบลเม็งราย และเทศบาลตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย 6.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา 1 ตุลาคม 2559 - 30 กันยายน 2560 7. ขั้นตอนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ซึ่งแบ่งขั้นตอนการวิจัยออกเป็น 2 ส่วนตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 การศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย การศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมใช้วิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน เทศบาลตำบลเม็งราย และเทศบาลตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงรายใน 4 ส่วนสำคัญคือ 1) บริบทวิถีชีวิตของคนในชุมชน 2) ลักษณะโครงสร้างความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในชุมชน 3) การรวมกลุ่มเพื่อติดตามและประเมินผลการจัดสวัสดิการสังคมของคนในชุมชน และ 4) แนวทางในการพัฒนาเป็นการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตร ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลในส่วนของสถานกาณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมนี้ ได้แก่ คณะกรรมการของกองทุนสวัสดิการสังคม ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน เทศบาลตำบลเม็งราย และเทศบาลตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงรายศึกษาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนตำบลละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้ ได้แก่ ตัวผู้วิจัย และแนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก (Interview Guide) ในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการทบทวนเอกสารและรายงานการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมข้อมูลพื้นฐานของชุมชนคือ การวิเคราะห์ถึงสถานการณ์และรูปแบบการติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนที่มีอยู่เดิม ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับ บริบทวิถีชีวิตของคนในชุมชน ลักษณะโครงสร้างความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในชุมชน และการรวมกลุ่มเพื่อติดตามและประเมินผลการจัดสวัสดิการสังคมของคนในชุมชน รวมทั้งใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participation Observation) และแบบสังเกต (Observation Form) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงและแบบบันทึกภาคสนาม (Field Note) เพื่อบันทึกการสนทนาระหว่างการสัมภาษณ์เชิงลึก หลังจากนั้น ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดจากการทบทวนวรรณกรรมและการวิจัยเชิงคุณภาพดังกล่าวมาสังเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการพัฒนาเป็นการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตร การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non – Participation Observation) ตามแนวคำถามหลักที่สร้างไว้เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของชุมชน และแนวประเด็นคำถามรอง เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบริบทวิถีชีวิตของคนในชุมชน ลักษณะโครงสร้างความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในชุมชน รวมถึงการรวมกลุ่มเพื่อติดตามและประเมินผลการจัดสวัสดิการสังคมของคนในชุมชน เพื่อสะท้อนสถานการณ์ และวางแนวทางในการพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรที่เหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาการศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เป็นหลัก โดยมีการเปรียบเทียบข้อค้นพบของปรากฏการณ์ที่ทำการศึกษาจากอแหล่งข้อมูลต่างๆ (Data Sources) โดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Data Triangulation) เพื่อเป็นการเปรียบเทียบและตรวจสอบความแน่นอนของข้อมูล ตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย การพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชน มีส่วนร่วมในครั้งนี้ ด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) โดยใช้การอ้างอิงจากผลการวิจัยในตอนที่ 1 คือ การศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน เทศบาลตำบลเม็งราย และเทศบาลตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอก รวมทั้งรูปแบบเดิมของการติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมของชุมชนแห่งนี้ อันเป็นขั้นตอนแรกของการดำเนินงานตามขั้นตอนในการพัฒนารูปแบบ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนต่อมาคือ การพัฒนารูปแบบใหม่ในเบื้องต้น การทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ และสรุปผลการทดลอง ซึ่งในส่วนนี้จะใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลในส่วนของการพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมนี้ ได้แก่ คณะกรรมการของกองทุนสวัสดิการสังคม ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ศึกษาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนตำบลละ 10 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน เพื่อให้ข้อมูลในขั้นตอนของการพัฒนารูปแบบใหม่เบื้องต้น และตัวแทนครัวเรือนของแต่ละตำบล ครัวเรือนละ 1 คน จำนวน 20 คน จากทั้งหมด 20 หลังคาเรือน รวมทั้งสิ้น 80 คน เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมทำกิจกรรม ร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ร่วมค้นหาผู้รับผิดชอบกิจกรรม ส่วนในกลุ่มประชากรทุกคนที่มีสิทธิได้รับบริการทางสังคมและอาศัยอยู่จริง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน เทศบาลตำบลเม็งราย และเทศบาลตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย จำนวนตำบลละ 50 คน รวมทั้งสิ้น 200 คน เพื่อให้ข้อมูลในขั้นตอนของการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่และสรุปผลการทดลอง ซึ่งศึกษาการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วม ด้วยกระบวนการขับเคลื่อนทั้งจากภายนอกชุมชนและภายในชุมชน อันได้แก่ การผลักดันนโยบายรัฐหนุนเสริม การเชื่อมโยงเครือข่ายภายภาคส่วนต่างๆ การพัฒนากลไกของสวัสดิการสังคมโดยชุมชน ตลอดจนบริหารจัดการ การดำเนินงาน และ การติดตามผลการดำเนินงานของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แนวการสัมภาษณ์/ระดมความคิดเห็น และแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการศึกษาเอกสารและรายงานการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมจุดมุ่งหมายของการศึกษาและประเด็นที่ต้องการศึกษา จากนั้นนำเครื่องมือวิจัยที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง ข้อคำถามเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมในแบบสอบถาม เป็นแบบประเมินค่า (Ranking Scale) ซึ่งครอบคลุมด้วยกระบวนการขับเคลื่อนทั้งจากภายนอกชุมชนและภายในชุมชน อันได้แก่ การผลักดันนโยบายรัฐหนุนเสริม การเชื่อมโยงเครือข่ายภายภาคส่วนต่างๆ การพัฒนากลไกของสวัสดิการชุมชน ตลอดจนบริหารจัดการ การดำเนินงาน และการติดตามผลการดำเนินงานของสวัสดิการสังคมโดยชุมชน อันประกอบด้วยรายการข้อคำถามเชิงบวกและข้อคำถามเชิงลบ ทั้งนี้ หากเป็นรายการข้อคำถามเชิงบวกจะมีการให้ค่าคะแนน ดังนี้ มากที่สุด ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 5 คะแนน มาก ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 4 คะแนน ปานกลาง ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 3 คะแนน น้อย ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 2 คะแนน น้อยที่สุด ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 1 คะแนน อย่างไรก็ตาม หากเป็นรายการข้อคำถามเชิงลบจะมีค่าคะแนน โดยรายละเอียดของการให้ค่าคะแนน ดังนี้ มากที่สุด ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 1 คะแนน มาก ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 2 คะแนน ปานกลาง ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 3 คะแนน น้อย ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 4 คะแนน น้อยที่สุด ได้ค่าคะแนนเท่ากับ 5 คะแนน ภายหลังจากได้ผลการวิจัยตามวิธีดำเนินการวิจัยในตอนที่ 1 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์รูปแบบเดิมที่มีอยู่ของสวัสดิการชุมชนแล้ว ในขั้นตอนต่อมาของการดำเนินงานตามในการพัฒนารูปแบบก็คือ การพัฒนารูปแบบใหม่เบื้องต้น การทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ และสรุปผลการทดลอง โดยมีรายละเอียดของการดำเนินกิจกรรมการวิจัยด้วยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) ของชุมชน ในส่วนนี้เป็นการศึกษาข้อมูลทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. การวิเคราะห์จุดเด่นที่เป็นองค์ประกอบและเงื่อนไขสำคัญของการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย ซึ่งทำได้รูปแบบใหม่ของการพัฒนาการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 2. การจัดประชุมในกลุ่มแกนนำ อันประกอบด้วยคณะกรรมการของกองทุนสวัสดิการสังคม ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ตำบลไชยวัฒนา ตำบลบ่อเกลือเหนือ จังหวัดน่าน ตำบลเม็งราย และตำบลสันทรายงาม จังหวัดเชียงราย จำนวนตำบลละ 10 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมพิจารณาองค์ประกอบของ การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมในภาพรวมและองค์ประกอบที่ยังเป็นส่วนขาดของชุมชน รวมทั้งให้ลำดับความสำคัญขององค์ประกอบดังกล่าว โดยแจกสติกเกอร์ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนเท่ากับองค์ประกอบที่ชุมชนขาดไป ซึ่งสติกเกอร์แต่ละแผ่นมีค่าเท่ากับ 1 คะแนน และให้ผู้เข้าร่วมประชุมนำสติกเกอร์ไปติดองค์ประกอบที่ตนเองคิดเห็นว่ามีความสำคัญและควรดำเนินการในชุมชนเพื่อให้เป็นชุมชนนำไปสู่การมีระบบการติดตามและประเมินผลสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นผลลัพธ์ในขั้นตอนของการพัฒนารูปแบบใหม่เบื้องต้น 3. การจัดเวทีประชาคม โดยให้ตัวแทนของแต่ละตำบล ครัวเรือนละ 1 คนเข้าร่วมประชุม จำนวน 20 คน จากทั้งหมด 20 หลังคาเรือน รวมทั้งสิ้น 80 คน โดยตัวแทนจากคณะกรรมการของกองทุนสวัสดิการสังคม ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ในชุมชนเข้าร่วมชี้แจงในสิ่งที่พบและดำเนินการในการพัฒนาการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรในองค์ประกอบที่นำมาใช้ โดยตัวแทนชุมชนพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญ จากนั้นจึงประชุมระดมความคิดเห็น (Brainstorming) โดยแบ่งกลุ่มเพื่อค้นหาผู้รับผิดชอบกิจกรรมของชุมชน ซึ่งมีการเสนอชื่อลงความคิดเห็นและลงมติคัดเลือกประธานผู้รับผิดชอบกิจกรรม 4. การจัดกิจกรรมในองค์ประกอบที่เครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัยยังขาดไป อันเข้าสู่ขั้นตอนของการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ 5. การสรุปผลการทดลอง โดยในส่วนนี้จะใช้วิธีเชิงปริมาณเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย ระหว่างก่อนและหลังการทดลองการเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อยืนยันรูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมที่เหมาะสมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) และในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การวิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่ามัธยฐาน (Median) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมานได้แก่ การทดสอบที (Paired Sample T - Test) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในการให้คะแนนใน การติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 8. แผนปฏิบัติงาน กิจกรรมหลัก ระยะเวลา ผลผลิต งบประมาณ ที่ใช้ การศึกษาสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตุลาคม 2559 ถึง เมษายน 2560 การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วม รูปแบบเดิมที่มีอยู่ในชุมชน 30,000 การพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วม พฤษภาคม 2560 ถึง กันยายน 2560 การติดตามและประเมินผลแบบเสริมพลังของสวัสดิการสังคมโดยชุมชน มีส่วนร่วมรูปแบบใหม่ 70,000 9. งบประมาณการวิจัย รายการ จำนวนเงิน 1. งบดำเนินงาน 1.1 ค่าใช้สอย 1) ค่าจ้างเหมาอาหารกลางวันและอาหารว่างระหว่างการจัดประชุมแกนนำ 1 ครั้ง 2) ค่าจ้างเหมาอาหารกลางวันและอาหารว่างระหว่างการจัดเวทีประชาคม 1 ครั้ง 3) ค่าจ้างเหมาอาหารกลางวันและอาหารว่างระหว่างการจัดเวทีจัดเวทีคืนข้อมูล 1 ครั้ง 4) ค่าที่พักในการออกพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 5 ครั้งๆ ละ 3,000 บาท 5) ค่าเช่าเหมารถรวมค่าน้ำมันในการลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 5 ครั้งๆ ละ 4,000 บาท 15,000 20,000 20,000 15,000 20,000 1.2 ค่าวัสดุ เช่น กระดาษ ปากกา เครื่องบันทึกเสียง 1) วัสดุสำนักงานตลอดโครงการวิจัย ตำบลละ 2,000 บาท 2) ค่าจัดทำรูปเล่มรายงานความก้าวหน้าและรายงานฉบับสมบูรณ์ ตำบลละ 500 บาท 8,000 2,000 รวมงบประมาณ 100,000 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 10.1 ทราบถึงสถานการณ์การติดตามและประเมินผลของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 10.2 ทราบถึงศึกษาพัฒนารูปแบบการติดตามและประเมินผลอย่างกัลยาณมิตรของสวัสดิการสังคมโดยชุมชนมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย
เอกสารงานวิจัย
  1. รายงานฉบับสมบูรณ์

ผลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่

Notes

ข้อมูลจากระบบ LRD : Local Research Development System.

ย้อนกลับ