ข้อมูลงานวิจัย รายงานข้อมูล

งานวิจัยรื่อง รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน
รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน

นักวิจัย
หัวหน้าโครงการ : นายมณฑณ ศรีสุข
ผู้ร่วมวิจัย :
ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ :
วัตถุประสงค์
5.1. เพื่อศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามและเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงราย 5.2. เพื่อพัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงรายองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนาจังหวัดน่าน
คำสำคัญ
รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชน
บทคัดย่อย
. ชื่อโครงการ รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน ภายใต้โครงการวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในปัจจุบันระบบสวัสดิการสังคมของประเทศไทยถูกบริหารจัดการโดยองค์กรภาครัฐในรูปของนโยบาย โครงการ และกิจกรรมที่เน้นความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเป็นหลัก เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มบุคคลไร้ที่พึ่ง เป็นต้น ซึ่งระบบสวัสดิการดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงตามระบบการเมือง กล่าวคือ การกำหนดนโยบายสวัสดิการสังคมโดยรัฐนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่มาจากกระบวนการทางการเมืองโดยกลไกของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งหากพรรคการเมืองที่ได้เข้าสู่อำนาจทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายสวัสดิการสังคม อาทิ การยกเลิก หรือการให้งบประมาณสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลต่อสวัสดิการที่กลุ่มเป้าหมายเดิมและกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่พึงจะได้รับสวัสดิการสังคมจากรัฐน้อยลงหรือไม่ได้รับสวัสดิการใดๆเลย ระบบสวัสดิการนี้จึงมีความยั่งยืนและนำไปสู่การเสริมสร้างพลังที่จะทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาและดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดจนสามารถพัฒนาบุคคลภายในชุมชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพปัญหาที่ประสบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยระบบสวัสดิการสังคมที่ยังคงปรากฏอยู่โดยกระบวนการบริหารจัดการจากหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก อาทิ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ โครงการช่วยเหลือครอบครัวเด็กยากจน และโครงการปรับปรุงอาคารสถานที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น การดำเนินในลักษณะข้างต้นจึงเกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาการดำเนินงานที่ถูกกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการโดยหน่วยงานภาครัฐทั้งราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน จึงส่งผลต่อการเรียนรู้ในการบริหารจัดการกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยประชาชนที่เกี่ยวข้อง ที่นำมาสู่ความไม่เข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชน ตลอดจนไม่เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ ซึ่งสภาพปัญหาดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า กระบวนการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมโดยบุคคลของรัฐในระบบราชการทุกระดับเป็นแกนหลักในบริหารจัดการนั้นมีปัญหาที่พึงได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อยังผลประโยชน์ให้เกิดแก่ประชาชนอย่างครอบคลุม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีค่านิยมเอื้อเฟื้อระหว่างกันและแกนหลักยึดเหนี่ยวจิตใจประชุมชนในชุมชน ตลอดจนมีความศรัทธาในศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นกลไกในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นระบบสวัสดิการชุมชนแบบธรรมชาติ อันตั้งอยู่บนพื้นฐานของของเคารพซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติ ระบบสวัสดิการสังคมในอดีตจึงเป็นการบริหารจัดการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันและก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของระบบสร้างสวัสดิการสังคมในชุมชนแบบดั้งเดิม ฉะนั้น การจัดสวัสดิการสังคมให้เกิดความยั่งยืนบนฐานของประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จึงเป็นแนวทางในการสร้างความยั่งยืนมากกว่าการบริหารจัดการโดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แกนนำชุมชน และรัฐบาลได้ตระหนักถึงความมั่นคงในชีวิตของประชาชน จึงได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนที่หลากหลาย เน้นให้ชุมชนหันมาฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีและความสัมพันธ์ ในรูปแบบของสวัสดิการแบบครบวงจร เป็นสวัสดิการแบบพึ่งตนเองที่ชุมชนร่วมกันคิด ร่วมกันสร้างระบบ ร่วมบริหารจัดการและร่วมรับผลประโยชน์ เพื่อให้เป็นกองทุนที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน มีการสมทบงบประมาณจาก 3 ฝ่าย คือ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐบาล เป็นระบบสวัสดิการของชุมชนเพื่อชุมชน มากกว่า 1,000 องค์กร รวมถึงการผลักดันนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชน โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนให้การสนับสนุน จากผลการเคลื่อนไหวดังกล่าว นำมาสู่การบัญญัติพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมในปี พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ก.ส.ค.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการชุมชน เนื่องจากสามารถบริหารจัดการโดยชุมชนและพึ่งพาตนเองได้ จึงได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการที่มาจากการสบทบเงินกองทุนระหว่างชุมชน รัฐบาล และองค์กรปกครองท้องถิ่น พร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมขึ้นมาขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน จนกระทั่งเกิดการกระจายตัวของกองทุนสวัสดิการสังคมโดยชุมชนในทุกภูมิภาค (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน. 2556 : ) และเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 ขบวนองค์กรชุมชนได้เสนอรัฐบาลให้สนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน รัฐบาลจึงได้มอบให้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ซึ่งมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน โดยมีนายสมพร ใช้บางยาง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และผู้นำชุมชนด้านสวัสดิการชุมชนได้พัฒนาโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงของชุมชนโดยการพัฒนาความเข้มแข็งสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งแล้ว และส่งเสริมการจัดสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ใหม่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นการสร้างเครือข่าย “สวัสดิการชุมชน” สร้างทุนทางปัญญาของชุมชนและสังคม และรัฐบาล ได้จัดงบประมาณสนับสนุนโครงการจำนวน 727.3 ล้านบาท (สลิลทิพย์ เชียงทอง อินทิรา วิทยสมบูรณ. 2552 : 1-2) การส่งเสริมการจัดสวัสดิการชุมชนในเบื้องต้นดังกล่าวจึงเป็นการวางฐานรากในการสนับสนุนให้ภาคี 3 ฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสวัสดิการชุมชนแต่ละชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน และมีเป้าหมายให้แต่ละชุมชนสามารถพัฒนาความเข้มแข็งได้โดยสร้างเครือข่ายสวัสดิการชุมชนแต่ละแห่งเพื่อให้เกิดกระบวนการเสริมสร้างในการพัฒนาระหว่างกันอันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการบริหารจัดการชุมชน กลุ่มสวัสดิการชุมชนของเทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย และ องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และ องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน เป็นกลุ่มสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากจากกองทุนสวัสดิการชุมชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่ละจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาให้การสนับสนุน ซึ่งการศึกษาชุมชนเบื้องต้นโดยคณะนักวิจัยพบว่า กลุ่มสวัสดิการชุมชนจำนวน 2 แห่ง คือ เทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย ที่ค่อนข้างมีศักยภาพในการบริหารจัดการ หรือเรียกว่าเป็น “พื้นที่สีเขียว” ซึ่งกลุ่มมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการระดับหนึ่ง แต่ยังพบปัญหา คือ กลุ่มสวัสดิการชุมชนยังไม่การพัฒนาเครือข่ายไปยังกลุ่มอื่นๆที่จะสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและนำไปสู่การขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมประชาชนเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มสวัสดิการชุมชนจำนวน 2 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน ที่ถือว่าจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการ หรือเรียกว่าเป็น “พื้นที่สีแดง” และโดยภาพรวมกลุ่มสวัสดิการชุมชนที่เกิดขึ้นในแต่ชุมชน มักเป็นกลุ่มสวัสดิการที่ส่วนใหญ่เกิดจากการร่วมตัวของประชาชนเอง มีผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง มีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มสวัสดิการชุมชนตามผู้นำ แต่เมื่อผู้นำกลุ่มหมดวาระหรือขาดผู้นำ ส่งผลให้สมาชิกของกลุ่มมักลาออกตามผู้นำกลุ่ม ชึ่งส่งผลกระทบต่อความไม่เข้มแข็งของกลุ่ม ตลอดจนในกระบวนการบริหารจัดการกลุ่มสวัสดิการชุมชนยังไม่มีการภาคีอื่นๆในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งยังไม่มีที่ปรึกษากลุ่มทั้งในด้านวิชาการและการบริหารจัดการ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชน และพัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย จะนำไปสู่การได้มาซึ่งรูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน โดยประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และได้มาสิ่งระบบสวัสดิการชุมชนที่ยังประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งสวัสดิการชุมชนจะเครื่องมือขับเคลื่อนชุมชนได้อย่างมีพลังเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของชุมชน คือ การที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป 3. ปัญหาการวิจัย กลุ่มสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงาม และเทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงรายขาดเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มสวัสดิการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่ม และกลุ่มสวัสดิการองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่านยังไม่มีศักยภาพและรูปแบบที่เหมาะสมในการบริหารจัดการกลุ่มจึงส่งผลต่อความเข็มแข็งของกลุ่มสวัสดิการ 4. คำถามการวิจัย 4.1. กระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามและเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงรายเป็นอย่างไร 4.2. รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมี ส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงรายองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนาจังหวัดน่านควรเป็นอย่างไร 5. วัตถุประสงค์การวิจัย 5.1. เพื่อศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามและเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงราย 5.2. เพื่อพัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงรายองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนาจังหวัดน่าน 6. ขอบเขตการวิจัย 6.1 ขอบเขตด้านพื้นที่ (1) พื้นที่สีเขียว ได้แก่ เทศบาลตำบลสันทรายงาม และเทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย (2) พื้นที่สีแดง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ องค์การบริหารส่วนตำบล ไชยวัฒนา จังหวัดน่าน 6.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา 1 ตุลาคม 2559 - 30 กันยายน 2560 6.3. ขอบเขตด้านเนื้อหา (1) ศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนที่อยู่ในเขตเทศบาลตำบลสันทรายงามและเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อนำไปสู่การแนวทางในการพัฒนาความเข้มแข็งให้กับกลุ่มสวัสดิการชุมชนในพื้นที่สีแดง (2) พัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน 7. ขั้นตอนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Methodology) แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ (Documentary Approach) และ 2. การศึกษาข้อมูลภาคสนาม (Field Approach) โดยกำหนดวิธีการรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ดังนี้ 7.1. ศึกษาข้อมูลเอกสารทุติยภูมิ (Documentary Approach) เกี่ยวกับการบริหารจัดการกลุ่มสวัสดิการชุมชนทั้ง 4 แห่ง จากรายงานการวิจัยและเอกสารที่รวบรวมโดยบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลที่กำหนด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้ง 2 จังหวัด 7.2. ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อสำคัญ (Key Informants) ที่เป็นตัวแทนคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการสังคม 3 ฝ่ายที่รับผิดชอบการบริหารกองทุน ได้แก่ ผู้แทนกองทุนภาคประชาชน ผู้แทนกองทุนภาคราชการส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล) จำนวน 4 แห่ง และผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้ง 2 จังหวัด ตัวแทนฝ่ายละ 2 คน รวมทั้งหมด 20 คน (ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเทศบาลตำบลสันทรายงาม 4 คน เทศบาลตำบลเม็งราย 4 คน ส่วนผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดเชียงราย 2 คน เป็นบุคคลเดียวกันที่ให้ข้อมูลองค์กรทั้ง 2 แห่ง และผู้ให้ข้อมูลสำคัญองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ 4 คน และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน 4 คน ส่วนผู้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดเชียงราย 2 คน เป็นบุคคลเดียวกันที่ให้ข้อมูลองค์กรทั้ง 2 แห่ง ) 7.3. การจัดทำการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ระบุในข้อที่ 7.2. องค์กรละ 10 คน และตัวแทนครัวเรือน ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ ในชุมชนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนชุมชนละ 15 คน รวมผู้ให้ข้อมูลหลักแต่ละชุมชนจำนวน 25 คน โดยดำเนินแหล่งละ 2 ครั้ง 7.3. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participation Observation) เพื่อสังเกตการดำเนินกลุ่มสวัสดิการชุมชนแต่ละชุมชนแล้วนำข้อมูลมาบูรณการร่วมกับการรวบรวมข้อมูลทุตยภูมิ การสัมภาษณ์ และสนทนากลุ่มย่อย 7.4. ดำเนินตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Data Triangulation) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) 8. แผนปฏิบัติงาน กิจกรรมหลัก ระยะเวลา ผลผลิต งบประมาณ ที่ใช้ (1) ศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนที่อยู่ในเขตเทศบาลตำบลสันทรายงามและเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงราย โดย ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก,การจัดทำการสนทนากลุ่มย่อย และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (2) ศึกษาศักยภาพปัจจุบันของกลุ่มสวัสดิการชุมชนในเขตองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือและองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนาจังหวัดน่าน โดยวิธีการเดียวกับข้อ (1) ตุลาคม 2559 ถึง เมษายน 2560 (1) ได้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนพื้นที่เป้าหมายจังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นแนวทางในการนำเสนอต่อกลุ่มสวัสดิการชุมชนในจังหวัดน่าน (2) ได้ข้อมูลศักยภาพปัจจุบันของกลุ่มสวัสดิการชุมชนเป้าหมายพื้นที่จังหวัดน่าน 60,000 (3) พัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลสันทรายงาม เทศบาลตำบลเม็งราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา จังหวัดน่าน โดยการจัดทำการสนทนา กลุ่มย่อย พฤษภาคม 2560 ถึง กันยายน 2560 (3) ได้รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 4 แห่ง ที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่นและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 40,000 9. งบประมาณการวิจัย รายการ จำนวนเงิน 1. งบดำเนินงาน 1.1 ค่าตอบแทน 1) ค่าตอบแทนคณะกรรมการของกองทุนสวัสดิการสังคม จำนวน 6 ครั้งๆ ละ 10 คน คนละ 300 บาท 2) ค่าตอบแทนตัวแทนครัวเรือน ผู้นำชุมชน และแกนนำกลุ่มต่างๆ จำนวน 40 คน คนละ 300 บาท 18,000 12,000 1.2 ค่าใช้สอย 1) ค่าจ้างเหมาอาหารกลางวันและอาหารว่างระหว่างการจัดเวทีประชาคม 2) ค่าที่พักในการออกพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 6 ครั้งๆ ละ 3,000 บาท 3) ค่าเช่ารถในการออกพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 6 ครั้งๆ ละ 4,500 บาท 15,000 18,000 27,000 1.3 ค่าวัสดุ เช่น กระดาษ ปากกา เครื่องบันทึกเสียง 1) วัสดุสำนักงานตลอดโครงการวิจัย 2) ค่าจัดทำรูปเล่มเล่มรายงานความก้าวหน้าและรายงานฉบับสมบูรณ์ 8,500 1,500 รวมงบประมาณ 100,000 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 10.1 ได้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนในการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามและเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงราย ซึ่งสามารถนำข้อมูลขั้นตอนดังกล่าวที่ไปใช้เป็นแนวทางสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งแก่กลุ่มสวัสดิการชุมชนจังหวัดน่านได้ 10.2. ทราบข้อมูลศักยภาพปัจจุบันอย่างแท้จริงของกลุ่มสวัสดิการชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือและองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนาจังหวัดน่าน ที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนากระบวนการและรูปแบบของกลุ่มสวัสดิการชุมชนที่มีความเข้มแข็งโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มสวัสดิการชุมชนจังหวัดเชียงราย 10.3. ได้รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มสวัสดิการชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลสันทรายงามเทศบาลตำบลเม็งรายจังหวัดเชียงรายองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือเหนือ และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนาจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่นทั้งสี่แห่งและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
เอกสารงานวิจัย

ผลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่

Notes

ข้อมูลจากระบบ LRD : Local Research Development System.

ย้อนกลับ